ข่าวประชาสัมพันธ์

(ข่าวที่54/2564)วศ. ชวนทุกคน “บอกลาส้นเท้าแตก” พร้อมวิธีดูแลสุขภาพเท้าด้วยตนเอง

pic dss


       “เท้า” เป็นอวัยวะสำคัญที่ควรดูแลอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากบริเวณส้นเท้าประกอบด้วยเส้นเลือด เส้นประสาท ผิวหนังชั้นหนังแท้ และผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ซึ่งชั้นหนังกำพร้าเป็นส่วนที่เกิดปัญหาส้นเท้าแตก หากปล่อยให้แตกมากขึ้น จะทำให้เป็นรอยแผลลึก เจ็บปวด และก่อให้เกิดการติดเชื้อ ส้นเท้าแตกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การเดินหรือยืนเป็นเวลานาน การเดินด้วยเท้าเปล่า การใส่รองเท้าพื้นบางหรือเปิดส้น การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
     กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ใส่ใจสุขภาพเท้าของทุกคน จึงอยากแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพเท้าเพื่อป้องกันส้นเท้าแตก และการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเท้าที่มีคุณภาพ และปลอดภัยได้มาตรฐาน เช่น ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเท้าที่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือสารสกัดจากธรรมชาติ หรือมีคุณสมบัติขจัดเซลล์ผิวที่ตายและแห้งแตกและการบำรุงเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เป็นต้น โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนี้ น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ วาสลีนหรือปิโตรเลียมเจลลี่ ½ ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะพร้าว ½ ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว 1 ลูก โดยคนส่วนผสมให้เข้ากัน หากเหลวเกินไปให้เติมน้ำตาลทรายจนข้นเหนียว นำไปพอกบริเวณส้นเท้านานประมาณ 30 นาที ขัดผิวและล้างออกด้วยน้ำ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ คุณสมบัติของส่วนประกอบแต่ละชนิด เช่น น้ำตาลทราย ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่แห้งและตายออกไปทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น กรดไกลโคลิกช่วยให้ผิวกระจ่างใสและมีสุขภาพดี วาสลีนหรือปิโตรเลียมเจลลี่ ช่วยเคลือบผิวหนังให้มีความชุ่มชื้น น้ำมันมะพร้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวป้องกันผิวแห้งกร้าน มะนาวมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี กรดซิตริก ฟลาโวนอยด์ กรดซิตริก ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว รักษาสิวฝ้าและต่อต้านการเกิดริ้วรอย เป็นต้น
       ทั้งนี้ วศ. ขอแนะนำการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงเท้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของ “ผลิตภัณฑ์ทาบำรุงผิว” เลขที่ มอก. 478 - 2555 ที่กำหนดปริมาณตะกั่วไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารหนูไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปรอทไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แบเรียมที่ละลายได้ในรูปของแบเรียมคลอไรด์ ไม่เกิน 0.05% (m/m) และต้องไม่พบจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aeruginosa) สตาพิโลค็อกคัส ออเรียส (Stephylococcus aureus) แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ผ่านการทดสอบ ความระคายเคืองต่อผิวหนัง ความเป็นกรด-ด่าง เสถียรภาพ นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เลขที่ 552/2553 ผลิตภัณฑ์บำรุงเท้า โดยมีการทดสอบคุณลักษณะ ตลอดจนสารปนเปื้อนและจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและมีความปลอดภัย
        กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มีความเชี่ยวชาญในการทดสอบหาปริมาณตะกั่ว สารหนู และปรอท ในผลิตภัณฑ์ทาบำรุงผิว ตาม มอก. 478 – 2555 พร้อมให้บริการโดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2201 7000 ในวันและเวลาราชการ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์/ทีมงานโฆษก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เลขที่ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวีกรุงเทพฯ 10400 โทร 0 2210 7095-8 โทรสาร 0 2201 7470 e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.facebook.com/DSSTHAISCIENCE , www.facebook.com/ScienceDoctorD/

(ข่าวที่53/2564)วศ.โชว์ผลงานชุด PPE ฝีมือคนไทยมาตรฐานสากล ในงาน Thailand International Health Expo 2021

 

D6 2 D6 4

D6 1 D6 3

         วันที่ 10 มีนาคม 2564 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้อำนวยการกองวัสดุวิศวกรรม พร้อมคณะ นำผลงานนวัตกรรมชุด PPE ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมจัดแสดงในงาน " Thailand International Health Expo 2021" มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
         สำหรับนวัตกรรมชุด PPE เป็นผลงานเด่น 1 ใน 10 ของกระทรวง อว. เป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นตอบรับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และการปรับตัวอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19 นวัตกรรมชุด PPE ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เป็นความร่วมมือและพัฒนาโดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การเภสัชกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรม สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย สมาคมเส้นใยประดิษฐ์ไทย และสมาคมนอนวูเว่นไทย เป็นความร่วมมือที่จะผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อให้สามารถใช้แก้ปัญหาได้เองภายในประเทศและได้มาตรฐานในระดับสากล

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์/ทีมงานโฆษก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เลขที่ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวีกรุงเทพฯ 10400 โทร 0 2210 7095-8 โทรสาร 0 2201 7470 e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.facebook.com/DSSTHAISCIENCE , www.facebook.com/ScienceDoctorD/

(ข่าวที่52/2564)วศ.เปิดบ้านต้อนรับผู้บริหาร ก.อุตสาหกรรม สถาบันอาหาร และผู้ประกอบการ หารืองานวิจัยเครื่องดื่มสารสกัด CBD ตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมและผู้บริโภค

 

D9 4 D9 2

D9 3 D9 1

        10 มีนาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้จัดประชุมหารืองานวิจัยพัฒนาเครื่องดื่มที่มีสารสกัด CBD ตอบโจทย์มุ่งเป้ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งใน Agile project ปี 2564 ของ วศ. เพื่อศึกษาปริมาณสารสำคัญที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคเพื่อรองรับความต้องการของตลาดรวมทั้งยกระดับผู้ประกอบการไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงซึ่งจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยมี นางสาวนีระนารถ แจ้งทอง รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และทีมนักวิทยาศาสตร์ วศ. เข้าร่วมประชุมพร้อมให้การต้อนรับ นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางอนงค์ ไพจิตประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ผู้ประกอบการภาคเอกชน และคณะ ณ ห้องประชุมอัครเมธี ชั้น6 อาคารดร.ตั้วฯ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
       นางสาวนีระนารถ แจ้งทอง รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมกัญชงสู่เชิงพาณิชย์ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาล วศ. จึงได้จัดทำแนวทางและร่วมบูรณาการในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกัญชงสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกกัญชงหรือเฮมพ์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ฯลฯ ซึ่ง วศ. มีบทบาทสำคัญในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนกัญชงสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ เช่น การเพิ่มมูลค่าเส้นใยกัญชง การใช้ประโยชน์จากกัญชงตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากลเพื่อการส่งออกในอนาคตตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
         วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่ได้ร่วมประชุมกับหลายภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยดังกล่าวฯ ต้องขอขอบคุณทุกความเห็นที่ได้ร่วมกันเสนอมา อาทิ ข้อคิดเห็นด้านงานวิจัย CBD drink ด้านการทดสอบ CBD/THC ใน CBD drink และด้านการประเมินความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ หลังจากนี้จะร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมตอบสนองความต้องการของตลาดเครื่องดื่มเสริมอาหารซึ่งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสามารถเก็บรักษาได้นาน ตลอดจนพัฒนาเครื่องดื่มจากกัญชงให้ถูกหลักวิชาการและมีคุณภาพสอดคล้องตามที่มาตรฐานกำหนดต่อไป สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลโครงการ หรือสนใจธุรกิจดังกล่าวฯ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.สุวรรณี แทนธานี หัวหน้ากลุ่มโครงการเชิงรุก กองพัฒนาธุรกิจฯ โทร 02-201-7000

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์/ทีมงานโฆษก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เลขที่ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวีกรุงเทพฯ 10400 โทร 0 2210 7095-8 โทรสาร 0 2201 7470 e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.facebook.com/DSSTHAISCIENCE , www.facebook.com/ScienceDoctorD/

(ข่าวที่51/2564)กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. MOU มูลนิธิ ณภาฯ ต่อยอดการพัฒนาสารสกัดสมุนไพรและหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ระดับสากล

D7 2 D7 3

D7 1 D7 4

        9 มีนาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากพืชสมุนไพรและหัตถกรรมท้องถิ่น ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) และผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษก อว. ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และนายเอกภพ เดชเกรียงไกรสร รองประธาน มูลนิธิ ณภาฯ เป็นผู้แทนลงนาม ณ อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม​
    นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เปิดเผยหลังการลงนามว่าความร่วมมือฯครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากพืชสมุนไพรและหัตถกรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยจะร่วมกันกำหนดทิศทางการวิจัย การเสริมสร้างศักยภาพ องค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาของชุมชนเป็นแกนหลักในการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น วางรากฐานที่มั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคตโดยยึดหลัก BCG Model นำวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดให้ได้สินค้าที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
      ทั้งนี้ วศ. มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาสมุนไพร ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ต่อยอดผลงานด้านสารสกัดจากพืชสมุนไพรและหัตถกรรมท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดย วศ. จะช่วยวิจัยและพัฒนากระบวนการการผลิตผลิตภัณฑ์โดยใช้วัสดุเหลือทิ้ง เช่น ดอกดาวเรืองที่ประชาชนผู้มีศรัทธานำมากราบไหว้ขอพรหลวงปู่ศรีสุทโธ ณ คำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน วศ. สามารถจัดเก็บดอกดาวเรืองมาทำให้แห้งด้วยตู้อบแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เพื่อเป็นวัตถุดิบเก็บไว้ใช้ในการพัฒนากระบวนการย้อมสีเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย เส้นใยไหม สำหรับทำเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่มีสีสวยงาม สีมีความคงทนต่อแสงและความคงทนต่อการชักได้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่มีความหมายดีเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและลดภาระการจัดการของเหลือทิ้งในพื้นที่คำชะโนดได้อีกทางหนึ่งด้วย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์/ทีมงานโฆษก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เลขที่ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวีกรุงเทพฯ 10400 โทร 0 2210 7095-8 โทรสาร 0 2201 7470 e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.facebook.com/DSSTHAISCIENCE , www.facebook.com/ScienceDoctorD/

(ข่าวที่50/2564)วศ. โชว์ผลงาน Eco Friendly Products จาก กัญชง พืชเศรษฐกิจใหม่ ด้วย วทน.

 

D5 8 D5 6

D5 5 D5 7

       วันที่ 5 มีนาคม 2564 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำผลงานนวัตกรรม Eco Friendly Products จากกัญชง ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ร่วมจัดแสดง ในงาน “มหกรรมกัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 - 7 มีนาคม 2564 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
     กรมวิทยาศาสตร์บริการ มุ่งผลักดัน “กัญชง” พืชเศรษฐกิจใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตามนโยบาย โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG Economy โดย วศ. จับมือร่วมกับภาคเอกชน บูรณาการงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลงานนวัตกรรม Eco Friendly Products ซึ่งงานวิจัยนวัตกรรมแปรรูปและคอมพาวด์จากแกนของกัญชง เป็นวัสดุสัมผัสอาหารได้อย่างปลอดภัยและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารที่ใช้ครั้งเดียวได้ เช่น หลอด แก้ว ช้อนและส้อม เป็นต้น ที่สำคัญผลงานนวัตกรรมนี้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ รวมถึงเป็นการพัฒนากัญชงให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากลเพื่อการส่งออกในอนาคต ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก ช่วยสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์/ทีมงานโฆษก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เลขที่ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวีกรุงเทพฯ 10400 โทร 0 2210 7095-8 โทรสาร 0 2201 7470 e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.facebook.com/DSSTHAISCIENCE , www.facebook.com/ScienceDoctorD/

  1. (ข่าวที่49/2564)อว.แถลงข่าวรับกฎกระทรวงใหม่โดย วศ. เป็นห้องปฏิบัติการกลางทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เร่งปรับบทบาทรองรับภารกิจบริการทางวิทยาศาสตร์ให้รวดเร็วและมีคุณภาพ
  2. (ข่าวที่48/2564)วศ.ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช
  3. (ข่าวที่47/2564)ราชกิจจานุเบกษาคลอดกฎกระทรวง อว.ให้ วศ. เป็นห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ
  4. (ข่าวที่46/2564)วศ.ร่วมคณะ รมว.อว. เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตยานยนต์ไทยผลักดันความร่วมมือสู่ระดับโลก
  5. (ข่าวที่45/2564)วศ.เสริมศักยภาพหน่วยตรวจสอบและรับรองตามระบบคุณภาพ ISO/IEC 17020
  6. (ข่าวที่44/2564)วศ.เข้ากราบสรีระสังขาร เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
  7. (ข่าวที่43/2564)วศ.พัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสอบหาเชื้อจุลินทรีย์ในอาหาร รายการ Aerobic Plate Count in Starch
  8. (ข่าวที่41/2564)วศ.อว. ยกทีมนักวิทย์เยี่ยมชมแลปกัญชา-กัญชง วพ. หวังสร้างความร่วมมือต่อยอดงานวิจัยด้านการวิเคราะห์สารสำคัญเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชเศรษฐกิจใหม่
  9. (ข่าวที่40/2564)วศ. ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานวิจัยและพัฒนาทางการทหารกองทัพบก ครบรอบ 49 ปี
  10. (ข่าวที่39/2564)วศ.จัดอบรมหลักสูตร “สถิติสำหรับงานวิเคราะห์ทดสอบ” ตั้งเป้านำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025